สายเขียวเศร้า คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด มีมติเห็นชอบนำกัญชา

หลังจากที่มีประเด็นเรื่องการใช้กัญชาและการควบคุมมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้ใช้เสรีหรือความพยายามที่จะนำเอาพืชดังกล่าวกลับเข้าสู่บัญชียาเสพติดอีกครั้ง ล่าสุดทางคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดได้มีมติเห็นชอบให้จัดเอาพืชดังกล่าวและการชงกับเข้าสู่บัญชียาเสพติดประเภทที่ 5 เรียบร้อยแล้ว 

สายเขียวโอด บอร์ดยาเสพติดมีมตินำกัญชากลับคืนสู่บัญชียาเสพติดอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2567 คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด (บอร์ดยาเสพติด) มีมติเห็นชอบให้จัดกัญชาและกัญชงกลับเข้าสู่บัญชียาเสพติดประเภทที่ 5 ยกเว้นส่วนของเมล็ด กิ่ง ก้าน ราก และใบ ที่ไม่มีสาร THC เกิน 0.2% มติในครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต้องการควบคุมการใช้เพื่อสันทนาการ เน้นไปที่การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และสุขภาพ โดยรายละเอียดมติมีดังนี้

สายเขียวเศร้า คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด มีมติเห็นชอบนำกัญชา
  • กำหนดให้กัญชาและกัญชงอยู่ในบัญชียาเสพติดประเภทที่ 5 ยกเว้นส่วนของเมล็ด กิ่ง ก้าน ราก และใบ ที่ไม่มีสาร THC เกิน 0.2%
  • มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ไปพิจารณาออกประกาศและกฎหมายรองรับต่อไป
  • คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในวันที่ 1 มกราคม 2568

ประเด็นสำคัญคือตัวเมล็ดจะไม่ถูกจัดเป็นยาเสพติด ประชาชนยังคงสามารถปลูกและใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ แต่จะมีกฎกระทรวงที่คอยควบคุมทั้งการปลูกและการนำไปใช้ การใช้เพื่อการสันทนาการนับเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ส่วนการใช้ทางการแพทย์ยังคงสามารถใช้ได้ตามปกติ 

อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมติดังกล่าวเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมการใช้ที่มีความเข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิม ธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องในการใช้เพื่อสันทนาการจะได้รับผลกระทบแบบเต็มๆ ในขณะที่ประชาชนที่ใช้เพื่อการแพทย์จะต้องมีการศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนใช้งาน 

กัญชาเสรี ปัญหาสังคมเมื่อไทยปลดออกจากบัญชียาเสพติดโดยไม่มีมาตรการควบคุม 

การปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด ของประเทศไทยเมื่อปี 2565 สร้างความฮือฮาไปทั่วประเทศ หลายคนมองว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีเสียงกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็น 

  1. การเข้าถึงที่ง่ายขึ้น: เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงสารเสพติดได้ง่ายขึ้น นำไปสู่ความเสี่ยงต่อสุขภาพจิตและการติดสารเสพติด
  2. การใช้ในทางที่ผิด: สารเสพติดถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น ผสมในอาหารหรือเครื่องดื่ม ส่งผลต่อสุขภาพและความปลอดภัย
  3. ปัญหาอาชญากรรม: สารเสพติดอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาชญากรรม เช่น การทะเลาะวิวาทหรือการขับขี่ภายใต้อิทธิพล
  4. ปัญหาสุขภาพ: การใช้สารเสพติดส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว เช่น โรคทางระบบทางเดินหายใจ โรคจิต และปัญหาการตั้งครรภ์
  5. ปัญหาครอบครัว: สารเสพติดส่งผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว เกิดปัญหาทะเลาะวิวาทหรือความรุนแรง

ซึ่งสาเหตุของปัญหามาจากการขาดมาตรการควบคุม กฎหมายยังเต็มไปด้วยช่องโหว่มากมายและการบังคับใช้ไม่มีความเข้มงวด ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจไม่เพียงพอและมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับทั้งประโยชน์และโทษของมัน นอกจากนี้ยังมีการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับประโยชน์และปกปิดโทษของมันอีกด้วย